ทริปนี้เป็นการออกเดินทางไกลครั้งแรกคนเดียวของผมเลยก็ว่าได้ ผมใช้คำว่าเดินทางไกลเพราะปกติก็ปั่นอยู่ประมาณ 30-40 km ครั้งนี้ระยะทางโดยรวมน่าจะประมาณ 90-100 km (ไป-กลับ) สำหรับระยะทางขนาดนี้ถือได้ว่าเป็นความท้าทายของนักปั่นน้องใหม่อย่างผม แต่ก็เป็นเรื่องเล็กมากๆ ของนักปั่นทัวร์ริ่ง หรือคนที่ปั่น Audax มาแล้ว รูปแบบการเดินทางคือไปเช้ากลับเย็น ไม่ได้ค้างคืน เนื่องจากการค้างคืนจำต้องขอ VISA กับคนที่บ้านนาน อาจจะยังยุ่งยากในช่วงแรก จำต้องค่อยๆ เริ่มที่ละขั้นตอน
ความรู้สึกที่อยากไปปั่นไกลๆ นั้นเกิดจากการอ่านบทความของพี่ๆ ใน ThaiMTB โดยเฉพาะพี่ซาเล้งฯ เช่นเดียวกับหลายคนที่กำลังเป็นอยู่ ผมอยากลองเดินทางหาความสุขเหมือนในวัยเด็กบ้าง จึงฝันว่าสักวันจะต้องลองดูจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ผมอ่านบทความอยู่นานเป็นเดือนเกิบทุกคืนก่อนนอนและหลับไปกับฝันว่าสักวันผมจะปั่นกลับไปบ้าน( ที่กระบี่) อย่างพี่เขาบ้าง 555
หลังจากที่ตัดสินใจแล้วจะไปแน่ๆ แล้ว ผมจึงศึกษาเส้นทาง โดยเส้นทางที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุดก็คือการไม่วิ่งไปยังถนนใหญ่เลยซึ่งผมได้เส้นทางที่ดูจาก Google map มาได้ดังรูปด้านล่างนี้ ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเส้นทางจริงๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง ได้แต่คิดว่าค่อยไปลุ้นกัน
หลังจากได้เส้นทางแล้ว ผมก็เริ่มหาวันเหมาะๆ เพื่อจะได้เดินทางอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ และแล้วเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง มันเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของผมคือวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นวันที่คนอื่นๆ ยังคงทำงานอยู่
ก่อนวันเดินทางหนึ่งวัน ผมจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นเช่น ปั้มลม ชุดปะยาง (ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะปะอย่างไร) กระติกน้ำ ไฟท้ายกระดิ่ง หมวก คลีมกันแดด เสื้อผ้าสำรองกรณีจำเป็น และที่ขาดไม่ได้คือเงินอันนี้ลืมไม่ได้เด็ดขาด ผมไม่อยากพกกระเป๋าสตางค์ไปเพราะรู้สึกไม่ค่อยสะดวก จึงหากระเป๋าสตางค์ใบเก่าๆ ใส่บัตรประชาชนและเงินประมาณ 1000 บาท ผมจัดเตรียมข้าวของเสร็จก็เอาจัดเก็บใส่ขึ้นรถ พรุ่งนี้ผมจะขับรถไปแถวด้านหลัง ม. ธรรมศาสตร์รังสิต โดยแถวนั้นจะเรียกว่า "เชียงราก" ซึ่งผมจะเริ่มปั่นจากที่นั้น
ในวันเดินทาง ผมตื่นแต่เช้า อาบน้ำ ตรวจสอบความพร้อมอีกรอบ และเดินทางไปยังจุดเป้าหมายคือด้านหลัง ม.ธรรมศาสตร์รังสิต โดยเดินทางไปพร้อมกับภรรยา พอไปถึงที่หมาย ผมเอาของลงจากรถยนต์ เตรียมรถจักรยานและก็เริ่มการเดินทาง ส่วนภรรยาก็ขับรถไปทำงานต่อ เรานัดพบกันอีกครั้งตอนเย็นหลังเธอเลิกงานนั้นเอง ซึ่งผมจะต้องกลับมาถึงจุดนัดพบก่อนเวลาที่เธอจะเลิกงานคือ 5:00 น.
ผมเริ่มปั่นจากถนนคลองหลวงแล้วเข้าสู่ถนนเลียบคลองเปรมประชา หลังจากที่เดินทางมาไม่ถึงกิโลผมก็รู้สึกได้ว่ารถหนักเสียเหลือเกิน ไม่ค่อยไหลเท่าไร ดูไปดูมาผมก็พบว่ายางแบนมากๆ ลมยางอ่อน จึงต้องแวะที่ศาลาข้างหน้าเพิ่มเติมลมยังไม่ไปถึงไหนเลยนะครับเนี้ย ก็ยังดีที่เอาปั้มลมมาแม้จะเป็นอันเล็กแต่ก็ช่วยได้เยอะเลย
เติมลมเรียบร้อยก็พร้อมเดินทางต่อ หากสังเกตจะเห็นว่าถนนเส้นนี้น่าปั่นจักรยานมาก รถน้อยจริงๆ ไม่มีรถสิบล้อให้เห็นเท่าไหร แต่ก็ห้ามประมาทนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อน
ถนนเลียบคลองเปรมประชา
ถนนเลียบคลองเปรมประชา
ถนนเลียบคลองเปรมประชา
โดยรวมแล้วเส้นทางค่อนข้างร่มรื่น ผมปั่นไปอย่างไม่รีบร้อนแต่อย่างใด ในใจก็อยากดื่มกาแฟ เพราะตั้งแต่เช้ามาผมยังไม่มีกาเฟอินเข้าสู่กระแสเลือดเลย สายตาผมเริ่มมองหาร้านกาแฟที่น่าสนใจ มองหาอยู่นาน และแล้วผมก็มาถึงร้านกาแฟร้านนี้จนได้ ต้องจัดการซะหน่อย
ร้านกาแฟร้านนี้จะอยู่ใกล้กับใต้สะพานของวงแหวนกาญจนาภิเษก บรรยากาศก็อย่างที่เห็นครับ คนขายน่ารักเป็นกันเอง ผมสอบถามเส้นทางที่ปั่น เขาก็บอกว่าเส้นทางดี เสาร์อาทิตย์จะมีคนปั่นกันเยอะมาก ผมก็ดื่มกาแฟเสร็จก็เดินทางต่อ
กาแฟร้านแรก
ผมออกเดินทางต่อจนกระทั้งมาจนสุดถนนเลียบคลองเปรมประชาก็จะบรรจบกับทางหลวง 3309 แล้วก็เลี้ยวขาวต่อไปยังอำเภอบางปะอิน
แยกเข้าถนนหมายเลข 3309
สถานีรถไฟบางปะอิน
ตอนที่ผ่านสถานีบางปะอินนี้จะอยู่บนถนนเส้น 3477 ซึ่งต่อมาจาก 3309 อีกทีหนึ่ง บนถนนเส้นนี้แม้จะเป็นถนนหลวง สถาพถนนดี แต่รถในวันนั้นน้อยมาก ผมปั่นออกจากสถานีบางปะอินไม่นานก็มาเจอศาลาที่หน้าสนใจศาลาหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องมือสำหรับซ่อมจักรยานทุกอย่าง เป็นความคิดที่ดีจริงๆ
ศาลานักปั่น
ชุดซ่อมจักรยาน
แม่น้ำเจ้าพระยา
ผมปั่นไปเรื่อยๆ ก็พบกับหมุ่บ้านญี่ปุ่นเข้า ก็พึ่งรู้เหมือนกันว่าในประเทศไทยมีอะไรแบบนี้ แต่เหมือนจะเก็บค่าเข้าผมเลยไม่ได้แวะเข้าไป ในใจอยากจะไปถึงอยุธยาให้เร็วที่สุด จึงได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้าเอาไว้
หมู่บ้านญี่ปุ่น
และแล้วผมก็เดินทางมาถึงอยุธยาจนได้ ช่วงหลังนี้เริ่มเก็บภาพน้อยลงเพราะแบตเริ่มจะหมดแล้วเลยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ทำก็คือกินครับ หิวมากๆๆ หาร้านกินข้าวก่อนเลย ก็ไปเจอร้านๆ หนึ่งข้างทางจัดเลย ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำตกและผัดไทย รู้ตัวอีกทีกว่าจะได้เก็บภาพเส้นเล็กหายเข้าไปอยู่ในท้องหมดแล้ว จึงเหลือแค่เพียงผัดไทยกุ้งสดที่ยังพอให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่บ้าง
หิวจัด กินเรียบ
คราวนี้ก็เก็บภาพตามจุดสำคัญต่างๆ ในอยุธยาครับเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าเรามาถึงแล้วนะ ด้วยจักรยาน ของที่พกมาแทบจะไม่ค่อยได้ใช้ เอามาทำไรเนี้ย
หลักฐานมาถึงแล้วอยุธยา 1
หลักฐานมาถึงแล้วอยุธยา 2
หลักฐานมาถึงแล้วอยุธยา 3
ตอนนี้ต้องหาที่เหมาะๆ สำหรับการยืดหลังครับ อากาศกำลังร้อนเลยพระอาทิตย์ตรงหัว ผมต้องหาที่นอนสักหน่อย และแล้วผมก็เจอ นอนแป๊บ
แวะพักร้อนในอยุธยา
แวะนอน
ผมปั่นไปเที่ยวหลายที่ของอยุธยาในวันนั้น ซึ่งเพื่อนๆ ก็คงไปกันมาอยู่แล้ว จึงไม่มีภาพมาฝากครับ ก่อนกลับก็ต้องหาอะไรไปฝากคนขับรถซะหน่อย ผมได้โรตีสายไหมกลับไป น่ารักไหม 5555
ของฝากภรรยา
ปั่นกลับผมก็ใช้เส้นทางเดิมในการเดินทางกลับ แต่อากาศช่วงบ่ายวันนั้นร้อนมากๆ แวะพักอยู่หลายรอบ เอาน้ำราดหัว ราดตัวให้มันชุ่มๆ ผมปั่นมาไกลจากอยุธยามากแล้ว ผมก็แวะพักที่ปั้มน้ำมันบางจาก ด้านในปั้มมีร้านกาแฟชื่อว่า ที่ว่าการกาแฟ น่ารักมาก กาแฟก็รสชาติดี จัดไป 1 แก้วพร้อมกับน้ำเย็น
ร้านกาแฟน่ารัก
ดำอยู่แล้ว ดำได้อีก
ในร้านมีจักรยานประดับด้วย
มีที่จอดจักรยานอีกต่างหาก แสดงว่านักปั่นแวะประจำ
ออกจากร้านกาแฟ ผมก็ปั่นต่อจนเข้าถนนหมายเลข 3309 ฝนเริ่มตกก็เลยต้องแวะหลบฝนที่ร้าน 7-11 แหล่งนี้
ร้าน 7-11 แวะหลบฝน
ฝนหยุดตกก็ได้เวลาเดินทางต่อไม่นานนักก็เจอเส้นเลียบคลองเปรมประชา ก็รู้สึกดีมากเพราะเหมือนจะถึงจุดหมายแล้ว ผมแวะพักเหนื่อยดื่มน้ำ แล้วก็เดินทางต่อเวลาตอนนั้นน่าจะประมาณบ่าย 3 กว่าๆ ซึ่งผมน่าจะถึงจุดที่นัดกันได้ก่อนห้าโมงเย็นอย่างที่ได้ตกลงกันไว้กับภรรยา
ศาลาคนเศร้า 555
ผมปั่นต่ออีกประมาณชั่วโมงกว่า ก็ถึงจุดที่นัดไว้กับภรรยา จำได้ว่าถึงประมาณ สี่โมงครึ่งซึ่ง เวลาค่อนข้างดี นั่งเล่นกินไอติมกะทิไปหนึ่งถ้วย ก็พอดีที่ภรรยามาถึง
สรุปโดยร่วมก็ถือว่าเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัย ปั่นได้เรื่อยๆ หากสภาพอากาศไม่ร้อนจนเกินไป มีอะไรให้ดูตลอดทางแวะได้ตามที่ต้องการ แต่ช่วงหลังๆ จักรยานผมเริ่มปัญหามีเสียงตรงบริเวณข้อพับหลายจุด พยายามปรับแต่ก็ไม่หาย หลังจากกลับมาถึงบ้านจึงได้ปรับแต่งอีกจึงหายผมได้เรียนรู้ว่าการเดินทางด้ายรถพับนั้นจะต้องพกเครื่องมือติดตัวไปด้วยเสมอเพราะมีโอกาสสูงที่จุดเชื่อมต่อต่างๆ จะเกิดการคลายตัว รถพับมีจุดต่อเยอะว่ารถใหญ่
ในการเดินทางคนเดียวครั้งนี้ก็รู้สึกติดใจ เพราะได้คิดอะไรไปเรื่อยๆ ได้สัมผัสกับบรรยากาศของแต่ท้องที่ เข้าไปพูดคุยกับคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สนุกไปอีกแบบ เป็นการเรียนรู้ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี แม้จะรู้สึกถึงความกังวลว่ามาคนเดียวก็ตาม แต่ด้วยคนไทยเราก็มีความเป็นมิตรเสมอ แค่เพียงร้อยยิ้มและคำว่าสวัสดีครับ เราก็จะได้ไมตรีกับมาทั่นที่ แล้วจะหาโอกาสไปอีกนะ :)
























No comments:
Post a Comment